Tuesday, March 10, 2015

Elephant Mahout Training Course

Elephant Mahout Training Course

Elephants are not that easy going kind loving creatures people believe. They are of course not evil either, they simply just follow their biological pattern, shaped by evolution. The secret of becoming a good trainer is to learn this pattern, and be able to apply it on your self, and the elephants you are responsible for. Elephant Training Elephant ChiangmaiElephant TrainningBaby Elephant Chiangmai  Elephant Mahout Training Course The number one rule before you try anything, is to have a full established dominance, in the same natural way as elephants are dominated by their group leader. Respect and love in combination. If one part is lacking then some intelligent person nearby, have to sign a life insurance for you. Without confidence you will be unfruitful. Without respect, and total general obedience, the elephant may some day not follow your command even if it gladly will do the trick for someone else, better equipped with positive but strong sense of leadership. To perform openly for public with an elephants that is not under control, is also deliberately risking others health and lives. Elephant Mahout Training Course The elephants. As a way of life that bind the human-elephant. Chang is a land animal body size. And listen. And follow the instructions very well. If you are trained to be docile Finally able to understand and follow the instructions of the mahout. From the mahout, or who have expertise in training elephants control. To use the language to specific commands. A short speech for communication between mahout and elephant. There will be training every day. To understand the elephant. And be familiar with these commands next
Thailand’s current population of domesticated elephants is about 2,700. After a precipitous decline from about 100,000 domesticated elephants in 1850, numbers are now stable. About 95% of Thai elephants are in private ownership, with the Thai Elephant Conservation Center’s 80 elephants being Thailand’s only government-owned elephants apart from a few in zoos and the King’s ten revered ‘white’ elephants in the .
Wild elephants in Thailand are very difficult to count given their dense, forested habitat, but most experts would agree there are between 2,000-3,000.
In 1989 the Thai government banned all logging in protected areas, effectively closing all remaining natural forests. While undoubtedly a very wise choice, one unfortunate side effect was that it threw many logging elephants out of work. Luckily, that loss coincided with a rapid rise in tourism, which was able to employ many elephants. Today, probably more than half of Thai elephants work in tourism.
Thailand’s current population of domesticated elephants is about 2,700. After a precipitous decline from about 100,000 domesticated elephants in 1850, numbers are now stable. About 95% of Thai elephants are in private ownership, with the Thai Elephant Conservation Center’s 80 elephants being Thailand’s only government-owned elephants apart from a few in zoos and the King’s ten revered ‘white’ elephants in the .
Wild elephants in Thailand are very difficult to count given their dense, forested habitat, but most experts would agree there are between 2,000-3,000.
In 1989 the Thai government banned all logging in protected areas, effectively closing all remaining natural forests. While undoubtedly a very wise choice, one unfortunate side effect was that it threw many logging elephants out of work. Luckily, that loss coincided with a rapid rise in tourism, which was able to employ many elephants. Today, probably more than half of Thai elephants work in tourism.

Thai Elephant
Why are white elephants so important in Thai culture? Essentially, white elephants are believed to be vital to the wellbeing and prosperity of the Kingdom. A major war ensued in 1549 when the king of Burma demanded seven white elephants belonging to King Mahachakkaphat of Ayutthaya, who was called Lord of the White Elephants. A white elephant was on the national flag until 1917, and a white elephant still emblazons the ensign of the Royal Thai Navy.
The term ‘white elephant’ is very confusing in two ways. First, the English expression ‘white elephant’ means something that is ostensibly of great value but in fact a heavy burden, whereas to Thai people these animals are of inexpressible worth. (All ‘white elephants’ must be gifted to the King.) Second, these ‘white elephants’ are not white at all, not even being, as is commonly misunderstood, albinos. Even to elephant experts they look very much like normal, gray elephants. Nonetheless, even Thai people commonly but incorrectly call these animals ‘albino elephants’ rather than the proper term, chang samkhan, which actually translates as ‘auspicious elephant’.
Only palace experts can determine what qualifies as an auspicious elephant and then assign it a rank. Using ancient and arcane rules, experts classify auspicious elephants into one of four families – each family having its home in a mythological forest in the Himalayas – and then, using seven basic criteria, assign them hierarchical ranks.
Thailand’s auspicious elephants were until 30 years ago kept in cramped conditions in Chitralada Palace in Bangkok, but now each has its own green, airy day quarters and an opulent stall where it is taken every night.
Elephant ChiangmaiElephant TrainningBaby Elephant Chiangmai Elephant Mahout Training Course
Rak Chang Elephant training ทัวร์รักช้าง เราจะให้ท่านได้พบกับ การท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ช้างและ ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกับช้างแบบธรรมชาติ อย่างใกล้ชิด ท่านจะได้เห็น การฝึกช้างเชิงสร้างสรรค์ Elephant Mahout Training Course  ที่ได้รับการฝึกฝนด้วยการดูแลและใส่ใจด้วยความรัก ไม่มีการทรมานช้างและทำลายธรรมชาติแต่อย่างใด Elephant Chiangmai พบวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ ของช้าง ที่คุณจะรื่นเริงและสนุกไปกับ ทริปอันแสนสนุก ที่เราจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญเกี่ยวกับช้าง Elephant Mahout Training Course การท่องเที่ยวแบบดูการแสดงของช้างต่าง ๆ หลายที่จะมีให้เห็นแบบทั่วไป หากท่านต้องการความแปลกใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และใกล้ชิดกับสัตว์ป่าที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ หรือที่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขนานนามให้ว่าเป็นเจ้าแห่งพงไพร ที่ตัวใหญ่ดุดัน ท่าจะได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบโบราณที่ใช้ชีวิตกับสัวต์ขนาดใหญ่ การอยู่ร่วมกันแบบเชิงอนุรักษ์อาศัพพึ่งพากันและกัน การท่องเที่ยวที่เราจะพาทุกท่านไป Elephant Mahout Training Course , Elephant Chiangmai นั่นเรารับรองว่า ทริปการท่องเที่ยวของท่านครั้งนี้จะต้องประทับใจ และรู้สึกได้ถึงการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งที่ท่านไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน หากคุณต้องการและสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้

Wednesday, February 18, 2015

10 สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตปี 2015

10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตปี 2015 ที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เชียงใหม่เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายแห่งเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนช่วงเวลาไดของประเทศ สำหรับคนที่มองหาร ที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ มีบรรยากาศ อากาศที่ดีไม่ร้อนจนเกินไป หรือสัมผัสบรรยากาศแบบหนาว ๆ ที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่นั้นสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เยอะมาก หรือการมาเที่ยวชิมอาหาร ของกินเชียงใหม่ หรือของกินของชาวเหนือลานนา ที่ยังไม่มีให้เห็น การพูดจาด้วยภาษาเหนือของผู้คนในท้องถิ่นที่คงเอกลักษณ์ของสำเนียง ภาษาพูดที่กำเนิดจากวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างยาวนาน สถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์โบราณสถาน ซึ่งหาชมได้ง่ายมากทั้งในตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือเจดีย์วัดเก่า ต่าง ๆ ในตัวเมือง สถานที่ประวัติศาสตร์อันสำคัญ สถานที่ประดิษฐ์ ผลิตสินค้าพื้นบ้าน หัตถกรรมของคนพื้นเมือง งานฝีมือต่าง ๆ ที่สามารถเดินทางไปชมได้ทันทีที่มาถึง สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า การขึ้นไปสัมผัสอากาศบนระดับความสูง 2,565 เมตร จากน้ำทะเล ซึ่งจะได้พบกับพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ดอกไม้เมืองหนาวที่ผลิบานออกดอกสวยงาม ทั้งป่าสนที่มีมอสปกคลุม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของป่าที่อยู่บนความสูงระดับ บนระดับความสูงที่เป็นอันดับ 1 ของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย ก็คือ ดอยอินทนนท์นั่นเอง ป่าอินทนนท์นี้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่หอย แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิง การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ซึ่งอุทยานเหล่านี้ล้วนแต่มีสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมให้ทำได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งการมาท่องเที่ยวเชียงใหม่ ต้องมีการวางแผนที่ดี ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีที่ท่องเที่ยวเยอะทั้งกลางวันกลางคืน มาครั้งเดียวอาจเที่ยวไม่พอไม่ทั่วถึง อาจถึงขั้นต้องมาพักแบบระยะยาวเป็นเดือน ๆ เลยก็ว่าได้ เชียงใหม่ใครต่อใครก็คงนึกถึงเมืองเหนือที่ประกอบไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีอันเป็เอกลักษณ์ของชาวล้านนา สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่มีอยู่อย่างมากมาย เที่ยวเชียงใหม่ ครั้งเดียวไม่สามารถเที่ยวได้ทั่วถึง ต้องมากันหลาย ๆ รอบ หรือพักกันอยู่แบบยาว ๆ กันเลย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่าง ภาษาพูดที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ที่คนพื้นบ้านสื่อสารออกกับผู้มาเยือนได้อย่างไพเราะเสนาะหู หรืออาหารการกินที่มีความอร่อย ของกินเชียงใหม่ งานหัตถกรรม งานฝีมือต่าง ๆ ที่มีการทำขึ้นมาด้วยความประณีต หัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมายาวนาน 10 สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เหล่านี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ ของการ เที่ยวเชียงใหม่ ในปี 2015

- ดอยสุเทพ-ปุย

เที่ยวเชียงใหม่ ดอยสุเทพ
ดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณสาม รอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ

- วัดพระธาตุดอยคำ

วัดพระธาตุดอยคำ เป็นวัดที่มีความสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ อายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี ตั้งอยู่บริเวณดอยคำ ด้านหลังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร วัดพระธาตุดอยคำปัจจุบันมี พระครูสุนทรเจติยารักษ์ (ครูบาพิณ) เป็นเจ้าอาวาส โดยไม่มีพระลูกวัด
พระเจ้าทันใจ แห่งวัดพระธาตุดอยคำ ซึ่งสร้างในรัชสมัยพญากือนา กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนจำนวนมากได้ไปบนบานและประสบความสำเร็จตามที่ขอพร โดยการแก้บนจะแก้บนด้วยพวงดอกมะลิ โดยในแต่ละวัน จะมีประชาชนขึ้นไปบนบานมากกว่าร้อยคน โดยเฉพาะในวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีประชาชนที่ไปบนบานมากกว่าพันคน วัดพระธาตุดอยคำสร้างในรัชสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งหริภุญชัย โดยพระโอรสทั้ง 2 เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 1230 ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ศาลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ และพระพุทธรูปปูนปั้น เดิมชื่อวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดดอยคำ"

 พ.ศ. 2509 ขณะนั้นวัดดอยคำเป็นวัดร้าง ต่อมากรุแตกชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) ซึ่งนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระธาตุดอยคำ พระธาตุดอยคำนอกจากจะเป็นที่สักการบูชาของคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของการบินไทยที่ใช้กำหนดพื้นที่ทางสายตา ก่อนที่จะนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่ เทือกเขาถนนธงชัย ด้านทิศตะวันตกบนเทือกเขาเหล่านั้นจะเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระเจดีย์สำคัญ และเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ถึง 2 องค์พระเจดีย์ แต่ละแห่งถูกสถาปนาขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ในสมัยหริภุญชัยและล้านนาตาม ลำดับ หนึ่งในนั้นคือพระธาตุดอยคำ อยู่บนยอดเขาเล็ก ๆ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 200 เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ เรียกว่า “พระธาตุดอยคำ” เคยเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์สองผัวเมีย ชื่อ จิคำและตาเขียวมาก่อน ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้เรียกยักษ์ทั้งสองนี้ว่า “ปู่แสะ – ย่าแสะ” ปู่แสะย่าแสะมีลูก 1 คน ชื่อว่า “สุเทวฤๅษี” เหตุที่ได้ชื่อว่าดอยคำ เนื่องจากศุภนิมิตที่ยักษ์ทั้งสองได้รับพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้า เกิดฝนตกหนักหลายวัน ทำให้น้ำฝนเซาะและพัดพาแร่ทองคำบนไหล่เขา และลำห้วยไหลลงสู่ปากถ้ำเป็นจำนวนมาก จึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “ดอยคำ”
จากตำนานหลายฉบับได้กล่าวว่า เทวดาได้นำพระเกศาธาตุที่พระพุทธเจ้าได้ประทานแก่ปู่แสะและย่าแสะ นำขึ้นมาฝังและก่อสถูปไว้บนดอยแห่งนี้ และต่อมาในปี พ.ศ. 1230 เจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ 2 พระโอรสแฝดของพระนางจามเทวี แห่งหริภุญชัยนครได้ขึ้นมาก่อเจดีย์ครอบพระสถูปเกศานั้นไว้ ส่วนพระเจดีย์แห่งที่ 2 ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ทางทิศเหนือของดอยคำ คือ พระธาตุดอยสุเทพ

- เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (อังกฤษ: Chiang Mai Night Safari) เป็นสวนสัตว์เปิดที่ตั้งอยู่ในตำบลแม่เหียะ ตำบลสุเทพ และ ตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณด้านหลังทางทิศตะวันตกของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นสวนสัตว์ของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 และเปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ในระยะเริ่มแรกอยู่ในภายใต้การดูแลขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นสวนสัตว์ที่เกิดขึ้นตามแนวคิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23[2] ถือเป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกในประเทศไทย และถือเป็นสวนสัตว์กลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดพื้นที่ 819 ไร่ ในปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่สามารถ ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน ทั้งในเวลากลางวัน และในเวลากลางคืน
ในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ในบางบริเวณจะมีการปล่อยสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายให้สามารถเดินและใช้ชีวิต อย่างอิสระ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชมและสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด อาทิเส้นทางระหว่างประตูทางเข้าสวนสัตว์จนถึงทางเข้าอาคารหลัก จะมีการปล่อยเก้งและกวางไว้อยู่ถาวร รวมทั้งในบางช่วงของเส้นทางของในโซนเหนือและใต้
• โซนเดิมชมสัตว์: เป็นเส้นทางเดินชมสัตว์รอบทะเลสาบ ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ซึ่งในระหว่างทางยังเป็นที่ตั้งของ
o สวนสัตว์ดิจิตอล: การแสดงนวัตกรรมและสื่อทางเทคโนโลยี
o โลกของเด็ก: เครื่องเล่นสำหรับเด็ก
o อาณาจักรเสือ: แหล่งรวมของเสือหลากหลายสายพันธุ์หายากทั่วโลก
• โซนเหนือ: เส้นทางนั่งรถชมสัตว์ ประเภทสัตว์นักล่า
• โซนใต้: เส้นทางนั่งรถชมสัตว์ ประเภทสัตว์กินพืช

- ม่อนแจ่ม

ม่อนแจ่มตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียงแค่ 40 นาทีเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านม้ง หนองหอย อ.แม่ริม ม่อนแจ่ม มีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีหมอกยามเช้า สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ โดยรอบ มองเห็นทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านก็จะเป็นไร่ปลูกพืชต่างๆของโครงการหลวง บนยอดม่อนแจ่มมีพื้นที่ ไม่มากนักสามารถเดินชมได้จนทั่วได้อย่างสบาย ม่อนแจ่ม"อยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย เดิมที่บริเวณนี้ชาวบ้าน เรียกว่ากิ่วเสือเป็นป่ารกร้าง ต่อมาชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางและปลูกผิ่น จนในท้ายที่สุดโครงการหลวงมาขอซื้อพื้นที่เข้า โครงการหลวงหนองหอย เมื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลวง คุณแจ่ม-แจ่มจรัส สุชีวะ หลานของ ม.จ. ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงบริเวณม่อนแจ่มให้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในลักษณะ ของแค้มปิ้งรีสอร์ท บน ม่อนแจ่ม สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก ด้านหนึ่งมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์ทิวทัศน์ของ อ.แม่แตง และอ.แม่ริม เป็นอย่างดี ในวันที่ฟ้าเปิดเป็นใจมาก สามารถมองเห็นไกลถึงดอยหลวงเชียงดาวและขุนเขาเขตในจังหวัดเชียงรายเลยที เดียว แต่ที่พิเศษยิ่งกว่านั่นก็คือ ย่ำยามราตรีในคืนเดือนมืด เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าที่นี่จะงดงามไปด้วยทะเลดาว เต็มฟาก ฟ้า ส่วนเมื่อก้ม มองลงไปยังเบื้องล่างจะเห็นแสงไฟที่ส่องสว่างจากทั้งสองอำเภอ

- ดอยอ่างขาง

ดอย อ่างขาง ตั้งอยู่บนทิวเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง” เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่า ก่อน
สภาพอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส มีชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง อาศัยอยู่ประมาณ 600 ครัวเรือนใน 6 หมู่บ้าน
ดอยอ่างขางมีสถานที่น่าสนใจมากมายเช่น สถานนีเกษตรหลวงอ่างขาง, สวนบอนไซ, จุดชมวิวกิ่วลม, s,หมู่บ้านขอบดัง และ หมู่บ้านนอแล สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ทดแทนการปลูกฝิ่น สถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง อยู่บนเทือกเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง” เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่า ก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่หมู่บ้านผักไผ่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้เสด็จผ่านบริเวณดอยอ่างขาง ทอดพระเนตรเห็นว่าชาวเขาเผ่ามูเซอ ซึ่งในสมัยนั้นยังไว้แกละถักเปียยาว แต่งกายสีดำ สะพายดาบ ทำการปลูกฝิ่นแต่ยังยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่ง สำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนอื่น ๆ ของประเทศได้
 จึง มีพระราชดำริว่าพื้นที่นี้มีภูมิอากาศที่หนาวเย็น มีการปลูกฝิ่นมาก ไม่มีป่าไม้อยู่เลยและสภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนัก ประกอบกับ พระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับที่ได้จากการปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทดลองวิธีติดตา ต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่ในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็นสถานีวิจัย และทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิด ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขา ในการนำพืช เหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนามว่า "สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง" สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งอยู่ในเขตบ้านคุ้มห มู่ที่ 5 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร มีพื้นที่ใช้ทำการเกษตรประมาณ 1,800 ไร่ มีหมู่บ้านชาวเขาที่สถานีฯ ให้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพรวม 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุ้ม บ้านนอแล บ้านปางม้า บ้านป่าคา และบ้านขอบด้ง ซึ่งประกอบไปด้วยประชากร 4 เผ่าได้แก่ ไทยใหญ่ มูเซอดำ ปะหล่อง และจีนฮ่อ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 17.7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุด –3 องศาเซเซียสในเดือนมกราคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,075 มิลลิเมตรต่อปี

- อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งมีโป่งเดือดซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ส่วนการล่องแพในลำน้ำแม่แต่งก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร
ตาม มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ประจำกรมป่าไม้ ครั้งที่ 9/2530 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2530 ให้กองอนุรักษ์ต้นน้ำ และกองอุทยานแห่งชาติประสานงานกัน จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่บริเวณหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) จังหวัดเชียงใหม่บางส่วน เพื่อพิจารณาจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามข้อเสนอแนะของกองอนุรักษ์ต้นน้ำ กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2530 กรมป่าไม้ให้ นายณรงค์ เจริญไชย เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปทำการสำรวจพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) หัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่แจ่มหลวง) และหัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 9 (ห้วยน้ำรู) ซึ่งได้รายงานผลการสำรวจตามหนังสือ ที่ กษ 0713(ทป)/86 ลงวันที่ 3 เมษายน 2531 แต่เนื่องจากยังขาดรายละเอียดต่างๆ และขอบเขตพื้นที่ที่เหมาะสมในการกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติ ประกอบกับวนอุทยานโป่งเดือด จังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือ ที่ กษ 0713(ปด)/10 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 แจ้งว่า เนื้อที่ใกล้เคียงวนอุทยานมีความเหมาะสมที่จะรวมกับพื้นที่หน่วยพัฒนาต้นน้ำ ที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติได้ มีหนังสือ ที่ กษ 0713/950 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2531 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 หัวหน้าวนอุทยานโป่งเดือดไปสำรวจเบื้องต้นบริเวณดังกล่าว ได้รับรายงานผลการสำรวจตามหนังสือ ที่ กษ 0713(ปด)/74 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2531 ว่า ได้ทำการสำรวจร่วมกับ นายณรงค์ เจริญไชย เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีสภาพป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามเหมาะสมจะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
กอง อุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/206 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2532 เสนอกรมป่าไม้ขอความเห็นชอบ เพื่อนำเรื่องการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะ กรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบกำหนดบริเวณพื้นที่หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่จอกหลวง) หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 9 (ห้วยน้ำรู) บางส่วน และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบน ในป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตงในท้องที่ตำบลกี๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และ ตำบลแม่อี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเนื้อที่ประมาณ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 782,575 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ต่อไป
ต่อ มาได้มีวิทยุกองอุทยานแห่งชาติที่ กษ 0712 ทับ 97 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2534 ให้อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ประสานงานกับหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และให้สำรวจพื้นที่บางส่วนของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และพื้นที่วนอุทยานโป่งเดือด ในท้องที่ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว และตำบลป่าแป๋ ตำบลเมืองกาย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมประมาณ 118,906.25 ไร่ หรือ 190.25 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพสูงมาก มีจุดเด่นที่สวยงาม เช่น โป่งเดือด น้ำตก ลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งความหลากหลายของพืชพรรณ และสัตว์ป่าที่ชุกชม มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติโดย ด่วน
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่ง ชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว และป่าแม่แตงในท้องที่ตำบลเปียงหลวง ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง ตำบลกื้ดช้าง ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และป่าแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบนในท้องที่ตำบลเวียงเหนือ ตำบลแม่ฮี้ ตำบลแม่นาเติง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 33ก ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2538 มีเนื้อที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 81 ของประเทศไทย

- ถนนคนเดินท่าแพ

ถนนคนเดินท่าแพ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อาทิตย์ เทศบาลเชียงใหม่ จะปิดถนนส่วนหนึ่งในเชียงใหม่ เพื่อให้ชาวบ้านนำสินค้าหัตถกรรมมาวางขาย ถนนคนเดินที่นี่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวไทยจากทุกภาคและ ชาวต่างประเทศหลากหลายภาษาทั้งยุโรป เอเชีย ถนนคนเดินท่าแพ อยู่บริเวณประตูเมืองท่าแพต่อไปยังถนนราชดำเนิน เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 17.00 - 22.00 น. เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ มีสินค้าให้เลือกสรรมากมายหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น สินค้าพื้นเมือง จำพวกเครื่องประดับตกแต่ง เสื้อผ้า ของที่ระลึก กระเป๋า ผ้าพันคอ โคมไฟ ฯลฯ หรือจะเป็นสินค้าแฟชั่นก็มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป รวมทั้งของกิน เช่น ขนมจีนน้ำเงี้ยว/น้ำยา ของทานเล่น โรตี ฯลฯ หากมาเยือนในช่วงอากาศหนาว ๆ เดินเที่ยวกาดกลางคืน ถนนคนเดินเชียงใหม่ก็เพลิดเพลินไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งที่นี่เป็นถนนคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่และได้รับความสนใจอย่างมาก จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

- ถนนคนเดินวัวลาย

ถนนคนเดินวัวลาย ถนนคนเดินเชียงใหม่วัวลายเป็นเป็นถนนคนเดินยอดฮิตมากที่สุดแห่งหนึ่งของคนเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมารเชียงใหม่หากไม่สามารถเดินถนนคนเดินท่าแพใน วันอาทิตย์ก็มักจะมาเดินที่ถนนคนเดินวัวลายนี้ ถนนคนเดินวัวลายจะเปิดเฉพาะคืนวันเสาร์โดยจะทำการปิดถนนวัวลายที่ อยู่ใกล้กับประตูเมืองเชียงใหม่ มีความยาวเป็นหลักกิโลทำให้กว่าจะเดินไปกลับครบก็เมื่อยพอดู ถึงกระนั้นก็ตามถนนคนเดินนี้ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นเข้ามา จับจ่ายซื้อของกินรวมถึงซื้อของที่ระลึกต่างๆ ถนนคนเดินเชียงใหม่วัวลายมีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องเงินสลักลวดลายซึ่ง รู้จักกันดีในชื่อของ เครื่องเงินวัวลาย นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นการสลักเครื่องเงินกันแบบสดๆริมทาง ซึ่งเมื่อมองย้อนอดีตไปจากหลักฐานเครื่องเงินวัวลายเริ่มต้นจากการสืบทอดมา ตั้งแต่ครั้งที่เชียงใหม่ได้ขอเจรจาช่างฝีมือมาจากทางพุกาม ประเทศพม่า และมีการสืบทอดกันเรื่อยมา โดยเฉพาะเครื่องเงินของบ้านศรีสุพรรณซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณวัดศรีสุพรรณ(วัด เงิน) เป็นช่างในคุ้มหลวงเมืองเชียงใหม่ในอดีต ในสมัยนั้นเกือบทุกบ้านจะมีโรงงานขนาดเล็กประจำอยู่ที่บ้าน เรียกว่า “เตาเส่า” นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับของกินและของที่ระลึกต่างๆแล้ว ยังมีโอกาสได้เห็นการแสดงของศิลปินข้างถนนซึ่งส่วนมากจะเป็นการเล่นดนตรี ซึ่งมีทั้งดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีจากคนตาบอด รวมถึงศิลปินวัยรุ่นที่มาเล่นเพลงต่างๆ ยิ่งถ้าช่วงหน้าหนาวการมาเดินเล่นบนถนนคนเดินเชียงใหม่วัวลายจะได้บรรยากาศ เมืองเหนือมากยิ่งขึ้นไปอีก

- อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

 ดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 482.4 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500 ไร่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
สภาพ ภูมิประเทศทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจาก ระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร ยอดเขาที่มีระดับสูงรองลงมาคือ ดอยหัวมดหลวง สูงจากระดับน้ำทะเล 2,330 เมตร ป่าอินทนนท์นี้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่หอย แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิงที่ ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกต่างๆ โดยเฉพาะน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศ
ดอยอินทนนท์ เดิมมีชื่อว่า "ดอยหลวงอ่างกา" ต่อมาได้ตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้าอินทวิชยนนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7

- อุทยานหลวงราชพฤกษ์


อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ที่ใช้จัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 และ มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2549 และทรงเจริญพระชนพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2546 เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 2549 ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ (พื้นที่ 468 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา) โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 รวม 92 วันภายใต้ชื่อ “มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549” ซึ่งเป็นงานที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
จากความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ที่ได้รับการตอบรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างดี คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้ามาบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและปฏิบัติงานด้านต่างๆ มีภารกิจหลักในการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้พืชสวนและเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทางการเกษตรและวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่และประเทศไทย โดยได้รับการถ่ายโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาเป็นของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่ สูง (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552 และมีการส่งมอบสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552 การตั้งชื่ออุทยานหลวงราชพฤกษ์นั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ได้มีลายพระหัตถ์ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2552 [1]ขอ พระราชทานชื่อสวนซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า “สวนหลวงราชพฤกษ์” ต่อมาท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสวนดังกล่าวว่า “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม  พ.ศ. 2553 และได้รับพระราชทานชื่อภาษาอังกฤษว่า “Royal Park Rajapruek

Saturday, January 17, 2015

Elephant training

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักช้าง และธรรมชาติ ลองมาดู Elephant trainning น่ารักๆ กับ Rak Chang Elephant training

Rak Chang Elephant training ทัวร์รักช้าง เราจะให้ท่านได้พบกับ การท่องเที่ยวที่เน้นการอนุรักษ์ช้างและ ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกับช้างแบบธรรมชาติ อย่างใกล้ชิด ท่านจะได้เห็น การฝึกช้างเชิงสร้างสรรค์ Elephant training ที่ได้รับการฝึกฝนด้วยการดูแลและใส่ใจด้วยความรัก ไม่มีการทรมานช้างและทำลายธรรมชาติแต่อย่างใด Elephant Chiangmai พบวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ ของช้าง ที่คุณจะรื่นเริงและสนุกไปกับ ทริปอันแสนสนุก ที่เราจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญเกี่ยวกับช้าง Elephant Chiangmai การท่องเที่ยวแบบดูการแสดงของช้างต่าง ๆ หลายที่จะมีให้เห็นแบบทั่วไป หากท่านต้องการความแปลกใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และใกล้ชิดกับสัตว์ป่าที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ หรือที่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขนานนามให้ว่าเป็นเจ้าแห่งพงไพร ที่ตัวใหญ่ดุดัน ท่าจะได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบโบราณที่ใช้ชีวิตกับสัวต์ขนาดใหญ่ การอยู่ร่วมกันแบบเชิงอนุรักษ์อาศัพพึ่งพากันและกัน การท่องเที่ยวที่เราจะพาทุกท่านไป Elephant Training , Elephant Chiangmai นั่นเรารับรองว่า ทริปการท่องเที่ยวของท่านครั้งนี้จะต้องประทับใจ และรู้สึกได้ถึงการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งที่ท่านไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน หากคุณต้องการและสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้

Thai Elephant Why are white elephants so important in Thai culture? Essentially, white elephants are believed to be vital to the wellbeing and prosperity of the Kingdom. A major war ensued in 1549 when the king of Burma demanded seven white elephants belonging to King Mahachakkaphat of Ayutthaya, who was called Lord of the White Elephants. A white elephant was on the national flag until 1917, and a white elephant still emblazons the ensign of the Royal Thai Navy. The term 'white elephant' is very confusing in two ways. First, the English expression 'white elephant' means something that is ostensibly of great value but in fact a heavy burden, whereas to Thai people these animals are of inexpressible worth. (All 'white elephants' must be gifted to the King.) Second, these 'white elephants' are not white at all, not even being, as is commonly misunderstood, albinos. Even to elephant experts they look very much like normal, gray elephants. Nonetheless, even Thai people commonly but incorrectly call these animals 'albino elephants' rather than the proper term, chang samkhan, which actually translates as 'auspicious elephant'. Only palace experts can determine what qualifies as an auspicious elephant and then assign it a rank. Using ancient and arcane rules, experts classify auspicious elephants into one of four families - each family having its home in a mythological forest in the Himalayas - and then, using seven basic criteria, assign them hierarchical ranks. Thailand's auspicious elephants were until 30 years ago kept in cramped conditions in Chitralada Palace in Bangkok, but now each has its own green, airy day quarters and an opulent stall where it is taken every night.

Elephant Training
เมื่อกล่าวถึงสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้แล้ว ทุกคนย่อมจะต้องคำนึงถึงช้างเป็นอันดับแรก ช้างเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณจนปรากฏ อย่างเด่นชัดในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ อย่างมากมาย แต่ข่าวช้างป่าของไทยกำลังถูกทำลายจนลดจำนวนใกล้จะหมดไปจากประเทศ และข่าวช้างป่าถูกพรานป่ายิงบาดเจ็บสาหัสจนสิ้นชีวิตไปแล้วที่จังหวัด บุรีรัมย์ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเพื่อนที่เคยมีบทบาทอย่างสำคัญต่อชีวิตคนไทย มีส่วนร่วมในการทำศึกสงครามกู้ชาติมาแต่ครั้งอดีตกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวัน กลับ
ช้างไทย (Elephas maximus) เป็นช้างชนิดหนึ่งในสองชนิดที่ยังเหลืออยู่ในโลก พบทั่วไปในบริเวณเอเชียตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกชนิดหนึ่งคือช้างแอฟริกา (Loxodonta africana) ซึ่งแตกต่างจากช้างไทยตรงที่มีใบหูใหญ่ หัวหลิม หลังแอ่น ปลายงวงมีอวัยวะคล้ายนิ้วมือเพียงอันเดียว มีงาทั้งตัวผู้และตัวเมีย ส่วนช้างไทยมีใบหูเล็ก หัวโหนกออกเป็นสองพู พลังโค้งปลายงวงมีอวัยวะคล้ายนิ้วสองอัน และมีงาเฉพาะในตัวผู้
ปริมาณประชากรของช้างในธรรมชาติในประเทศไทย ประมาณกันว่าอยู่ในราว 1,000-1,500 ตัวเท่านั้น โดยกระจายกันอาศัยอยู่ในป่าที่มีพื้นที่กว้างและมีแหล่งอาหารและน้ำอุดม สมบูรณ์ส่วนใหญ่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ เช่น เขาใหญ่ ทุ่งแสลงหลวง และแก่งกระจาน เป็นต้น และในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เขาสอยดาว และคลองนาคา เป็นต้น
ช้างป่าจะอยู่รวมกันเป็นโขลง มีจำนวนสมาชิกตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไป โดยมีตัวเมียที่มีอายุมากที่สุดเป็นผู้นำฝูง ทำหน้าที่พาโขลงไปหากินตามแหล่งอาหารต่าง ๆ และคอยพาโขลงหนีภัย สำหรับช้างตัวผู้ที่มีอายุ 16-19 ปี จะมีลำตัวขนาดใหญ่และงายาว มักชอบแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังและจะเข้าฝูงเพียงเพื่อการผสมพันธุ์เท่านั้น ช้างตั้งท้องนาน 22 เดือน หลังจากคลอดลูกแล้วช้างจะไม่ตั้งท้องอีกนานประมาณ 2 ปี เพราะฉะนั้นใน 4 ปี จะมีลูกช้างเกิดใหม่เพียง 1 ตัวต่อ 1 แม่เท่านั้น
ช้างจะใช้เวลาส่วนใหญ่ประมาณ 17-19 ชั่วโมงในการกินอาหาร ช้างเป็นสัตว์ที่กินจุมาก แต่ละตัวจะกินอาหารหนัก 150 กิโลกรัมต่อวัน และดื่มน้ำประมาณ 200 ลิตรต่อวัน อาหารของช้างได้แก่ หญ้า ไผ่ หวาย ปาล์ม กล้วยป่าและพืชล้มลุกหลายชนิด รวมทั้งเปลือกไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินจุนี้เอง ช้างโขลงหนึ่ง ๆ จะไม่อยู่ในป่าแห่งหนึ่งนานหลายวัน เส้นทางหากินของช้างมักจะมีลักษณะเป็นวงกลมย้อนกลับมาที่เดิมเสมอ ปัจจุบันโขลงช้างส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่จำกัดจึงขาดความเหมาะสมใน การดำรงชีวิตและมีปริมาณอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค ช้างป่าเริ่มลงมาหาข้าวและพืชไร่กินตามแนวเขตโดยรอบแหล่งอาศัย ทำให้ถูกยิงตายและบาดเจ็บอยู่เนือง ๆ นอกจากนี้ช้างยังถูกล่าเพื่อเอางาและอวัยวะเพศผู้ซึ่งมีราคาสูงมาก อีกทั้งช้างที่ถูกแยกให้อยู่เป็นกลุ่มเดียวจะมีการผสมพันธุ์กันเองภายในโขลง ทำให้ลักษณะทางพันธุกรรมด้อยลงเรื่อย ๆ อาจได้พันธุ์ที่อ่อนแอ ซึ่งจะนำ ไปสู่การสูญพันธุ์ของโขลงช้างไปในอนาคต
Elephant Training

CONTACT US Rak Chang Elephant Training Address : 27 Sanambinkao Suthep Muang Chiangmai 50200 Tel : 053-272087 ,091-0766254 ,086-9126463

Wednesday, December 26, 2007

Road to Chiang Rai

Road to Chiang Rai

I like to get out of Bangkok when I can. I find the noise, pollution, traffic and scale of Bangkok a little wearisome. Recently I took a road trip to the Chiang Rai region in the very north of the country. It was was a lot of fun, very relaxing and we collected some great pictures.

To see more pictures of the trip, please go to:


Many people outside Thailand assume that if you have been to Bangkok you have been to Thailand. In fact, Krung Thep (roughly translating to City of Angels), to use it’s Thai name, has been the capital of Thailand, or Siam, only since the very end of the 18th century, succeeding Ayuthaya and Sukothai.

Bangkok (translating as ‘village of wild plums’) was the original site for the capital city and was located west of the Chao Phraya river (in modern day Thonburi).

In 1782, King Rama I decided to move to a more defensible site and moved across the river to found his new capital, Krung Thep. For whatever reason, foreigners have never since caught up with the name change and the old name of Bangkok has stuck. In recent years, Krung Thep/Bangkok has expanded at such a fast rate that it now sprawls over a huge mass of land on both the sides of the Chao Phraya and has engulfed the once independent Thonburi.


Krung Thep is actually an abbreviated version of the ceremonial full name, which is shown below in a romanized form.

Krung Thep Mahanakhon Amon Rattanakosin Mahinthara Ayuthaya Mahadilok Phop Noppharat Ratchathani Burirom Udomratchaniwet Mahasathan Amon Piman Awatan Sathit Sakkathattiya Witsanukam Prasit

In English this translates, roughly, to: The city of angels, the great city, the residence of the Emerald Buddha, the impregnable city (of Ayutthaya) of God Indra, the grand capital of the world endowed with nine precious gems, the happy city, abounding in an enormous Royal Palace that resembles the heavenly abode where reigns the reincarnated god, a city given by Indra and built by Vishnukarn.

Perhaps we should stick to Bangkok!

CRblogpost19.JPGEarly August we set off to Chiang Mai from Bangkok. The trip is for business, to attend a gallery opening in Chiang Rai. It’s easier to fly but I drive whenever I can. We decided to drive straight to Chiang Mai, break for the night, then move on to Chiang Rai the next day. It takes about seven hours to get to Chiang Mai, depending on traffic, the lunatic Formula 1 aspirations of your driver, and taking the right roads. Addisorn certainly has Formula 1 aspirations, and the only traffic problem we had was running into a funeral, but he can’t read a map, so we arrived late.

It’s a pleasant though unremarkable route, mostly by expressway. One joy is to see the rice fields. Field upon field stretching endlessly both vertically and horizontally. Rice farmers and their families working the fields. You feel as if you are going back in time to a more peaceful and simple existence, out from the city into the farming heartland of Thailand.

Last year I took the same route with my children but we spent four days getting to Chiang Mai, stopping off at Ayuthaya, Lopburi, Sukothai, Lampang and Phitsanulok to see a variety of sights.

In Europe I would never describe myself as a church freak. I am happy to visit the odd cathedral here and there but that’s about it. In Thailand I definitely fall into the category of temple addict. I love the Buddhist culture and the temples, whether extant or in ruins, induce all sorts of strange emotions in me.

Of all the places we visited Ayuthaya is the best known, being close to Bangkok, but Sukothai was for me the most interesting experience. Finding good hotels proved challenging. We stayed in some fairly weird places but I am now beginning to get to grips with the concept of Thai travel lodges. Luxurious they are not but they are clean, often set in very beautiful countryside and they do more for me than the functionalism of a convention type hotel.

This time we got close to Chiang Mai at around six and stopped off for dinner in a small town, beside the market. The markets are the soul of Thai rural society.You eat there, you shop there and you see Thailand there. Exotic smells, wonderfully fresh food, often grown by small families selling off their surplus.

In the outer edges of the bigger cities there are very few non-Thai and I always find myself being observed by young and old alike, as if I am an alien from another planet. I try to speak Thai to them , asking perhaps for some noodle soup or some geng daeng (red curry) and they respond with vacant stares which demonstrate that knowing Thai vocabulary is not even close to being able to speak the language!


As almost everywhere in Thailand the people are unfailingly polite and charming. Eventually we find food I can eat and then I observe the food sellers watching me to see if I can cope with the spice! There are chuckles of delight as I cough violently on som tam and expressions of satisfaction as I ask for more.

We get into Chiang Mai itself around eight. Part of our mission is to find some high quality boutique hotels to recommend to future clients.

It’s a nice idea in principle but it can be hell finding these places. We are staying at a place called Baan Singh Kham and we are lost. We call the hotel and the manager tells us to hold on and he will come and find us. After a few minutes he arrives and we follow him to the hotel.

It’s dark so it’s difficult to assess the hotel properly but the rooms, while eccentric, are fantastic, and we are paying just 2,000 baht for the night. You can see more information about the hotel at


The site is not great but don’t let that put you off. The hotel is charming, small (I like small), very clean and very beautiful. Take a look at the bathrooms on the site! They are just a lot of fun.


I highly recommend this place. The staff are efficient, polite and they speak good English too. Ok, the place is a little eccentric. The fitness room is a bike on a balcony. New York this ain’t! You know, if I wanted New York I would go to New York. This is Thailand and I am content.

We go into Chiang Mai for dinner and find a pretty good Thai restaurant. We then wander off into the nightlife. It’s not the same as Bangkok. Yes, there are beer bars and gogo bars and a mass of karaoke bars but it is very laid back. In fact it is fair to say that Chiang Mai is generally a laid back city with its own, very unique charm. The three of us play a little pool, drink a little beer and eventually wander by accident into what is termed a gogo.


I am the only farang. No one speaks a word of English and who ever heard of a gogo bar with no poles? Well, there is a pole but it is at the entrance to the bar rather than in the bar itself. We are “entertained” by girls spitting darts to burst balloons, opening bottles of beer and doing various other weird and wonderful things with (how can I put this subtly) various and unlikely body parts.

Next morning I wake early, read in a chair on the balcony and gently watch the world pass me by. We all have breakfast and then set off for Chiang Rai. It’s not far, a little over a 100km but it’s through some very hilly terrain with slow, single lane tracks. Yet this is Thailand maybe at it’s best — green and lush, sun reflecting off the rice fields, the air fresh and clean.

Our destination is uncertain, meaning we have no idea where it is! It’s a new hotel called Doi Hom Fha. All we really know is that it is accessible by track rather than by road and that we have to take a ferry to reach the hotel itself.

Via many conversations on the phone we do eventually find the track, though “track” is a poor description. It’s more a mud trail to nowhere.

Eventually we pass through a small village of open huts and see the horizon of what appears to be a huge lake. We see boys playing in the water, fishing with small sticks. There are men in small, lazy boats fishing in the open water, also amidst the foliage of the shores. The sun lights up a panorama and we are in another world. It’s magnificent, isolated, huge and inspiring.


The hotel itself is hard to describe. It’s better experienced via pictures. The lobby is like a giant cave. I have never seen anything so big in my life. I sense there should be bats lining the walls and ceiling. The manager is hospitality herself except I mean himself as “she” later turned out to be a “he’, wonderfully eccentric, exaggeratedly feminine but fun to know. I could have done without the details of the upcoming “final” operation however.

The rooms are small villas and it’s clear we are occupying the only functional ones, functional being a relative term. The hotel is not properly open for business as yet. The grand opening is in January 2007. This is clearly meant to a 5-star resort and it is, but in a Thai way. So the advertised DVD player is found in one room but not in mine. The aircon works but vaguely so. The tap comes off my shower and the wiring looks more dangerous than an unexploded cluster bomb! And outside showers and baths are a wonderful concept except when it is raining!
Yet it really doesn’t matter. Everyone is friendly and you sense they probably will get everything fixed by January and the place is just so wonderful that I can manage almost any problem. Aso, we are paying 2,500 baht versus a rack rate of 8,000.

The site address is It is worth taking a look.

We are driven around the resort. It’s owned by a Thai who made his fortune in jewelry. You sense this is his fantasy project. Honestly I don’t see how the economics can work but feel the love that has gone into the project. The basis of everything is wine. The vineyards were laid down about 10 years ago with shiraz grapes. There is an enormous, I would almost say fantastic, winery with great vats full of wine.

Next we move onto the jewelry factory where gemstones are being polished by about thirty workers. Beside is the tea house where we sample about 10 different types of tea. All around is the most wonderful scenery you will ever see. What a place this is. If I was staying in a tent I would be happy here and I never do tents! If you want to escape into a civilized wilderness, far from anyone, privacy guaranteed, set in the most beautiful surrounds, then this is the place for you. All of us fall in love with the place. All of us will return.


Later we go into Chiang Rai itself for the gallery opening. On our return we discover that the ferryman has fallen asleep on the wrong side of the lake! Our driver is getting increasingly frantic trying to raise him on the radio. I am beginning to think about the merits of 4 of us sleeping in one car. He does eventually wake up and we cross in the darkness, the lake holding its secrets from us like an eclipse of the moon.


My previous time in Chiang Rai I had stayed right beside the Mekong River. We took a boat into the Golden Triangle passing huge Buddhas as we criss-crossed Thailand, Laos and Burma. We also visited the Queen Mother’s Summer Palace where there is a feast of flowers that overwhelms the senses.


I also had the misfortune to be conned by my children into an elephant ride across the river. This was not cool. Uncomfortable, often scary, am I the only person who suffers from elephant motion sickness? The Mekong and the areas around the Mekong are the equal of Doi Hom Fha, but much more geared to the tourist. I can only say that I adore the whole of the Chiang Rai region. It’s my favorite part of Thailand. I would happily get lost there for weeks on end.

The next day, Sunday, we drove home to Bangkok. It’s a 10-12 hour drive. Addisorn managed to lose us a few times, to the point that we started to believe we might end up in Hat Yai if we didn’t stay awake to guide him! Oh for the joys of satellite navigation. In Europe I can almost close my eyes on a 500km trip from Geneva to the Arc de Triomphe in Paris. In Thailand I can get lost going round a corner.


Three days is not nearly enough time to do this trip. We saw almost nothing, yet we also saw everything. I would recommend taking 5-6 days, driving slowly, stopping often, keeping away from the main metropolises, with the exceptions of Chiang Mai and Chiang Rai. It’s a wonderful experience and a fun and novel way to experience more of what Thailand is about.


Last, some links for you about Chiang Rai:

……….We Put The World Of Contemporary Art From Thailand Within Reach

The Akha hill tribe in Chiang Rai

The Akha hill tribe in Chiang Rai

By: Andy Burrows

For many visitors to Northern Thailand, a trip to visit one of the region's colourful hill tribes is a necessity. These minority groups have their photos splashed across tourist brochures and websites, adding to their appeal and intrigue. Some of the villages receive tour buses and trekking groups on a regular basis as the financial benefits outweigh any concerns over privacy.

The harsh reality of the situation is that most of these hill tribes have been marginalised and live in abject poverty. Few of them are officially recognised by the Thai authorities and they exist without any ID cards or rights. For the many tourists who are happy to get a glimpse of their rural lifestyles, they are often completely unaware of the hardship and suffering they endure.

There are over half a dozen different tribes in the area, and they are all unique in their own way with different languages, dress and customs. Among the poorest of these tribes are the Akha and consequently, they receive special attention from charity workers, anthropologists and missionary groups. They are known to the Thais by the somewhat derogatory name Egor and are usually considered worthless peasants at the bottom of the social scale.

Their origins can be traced back over a century to Tibet, before they migrated to Burma, Laos and Thailand, along with other hill tribes. Over the last two decades, they have been continually persecuted by the military regime in Burma, forcing them to flee and settle in Thailand as refugees. They remain stateless despite having been here so long, and are often exploited by corrupt officials and drug barons in the area.

The Akhas use a Lolo-Burmese language, although it has never been written down, making it difficult to trace its history accurately. Any known history has been passed on by mouth over the generations. Civil rights groups have recently created a system to document their language.

There are over 300,000 Akhas living in Thailand with the majority of the villages located in the province of Chiang Rai. They are usually subsistence farmers who grow vegetables and rice on the mountainsides, and raise pigs and chickens. The men often work in surrounding rice and tobacco fields, starting early in the morning and continuing until the last light. They receive about 100 baht per day, which is considerably less than the national minimum wage.

Their villages are often in remote locations and can be difficult to reach, meaning that the Akhas seldom leave their immediate area. Running water is still not available to all of the tribes so women are sometimes charged with the task of filling up large containers from a nearby well several times a day. A few villages have been fortunate enough to be electrified resulting in a marked improvement in living conditions. Entire families live in a simple houses constructed from bamboo and grass.

Missionary groups operating in the area have also increased problems of a religious nature. Their assistance is often dependant on certain conditions as they try to convert the Akhas to Christianity. Their methods are controversial, although the missionaries would say that they can help to improve their living conditions and future opportunities.

Questionable practices such as removing children from their family homes to give them a more civilised upbringing, has led to much criticism. The religion of the Akha people is closely tied to animism, with a strong focus on honouring ancestors and their parents, and a belief in both good and bad spirits. The presence of certain Christian groups has led to an erosion of their unique and fascinating culture.

The lack of ID cards has not stopped some of the women abandoning their villages in search of work in the big cities. Many end up working in prostitution or poorly paid massage parlours. Unfortunately, the young men often suffer a worse fate as they became smugglers for powerful drug barons. During the government crackdown on drugs in 2003, over 2,000 people were killed, many of them Akha.

The future for the Akha hilltribe is hard to predict as tourism continues to thrive in the area and the Thai authorities overlook them. Their unique culture is slowly fading away as the tour groups traipse through the villages and disturb their normal lives.

Article Source:

Chiang Mai is Andy Burrows second home, his knowledge about Asian and Thai culture is impressive and the best website he advises is:”> Northern Thailand travel and tourist guide”> Golden Triangle travel info

Chiangrai for the Weekend


for the Weekend

Where do we go for the weekend? A question everyone asks occasionally, and in northern Thailand there are many places to go. Why not Chiangrai? It's close, only 3 hours away by car. It's inexpensive, especially at this time of the year.There's a lot to do, both in the city and outside of it. And, it's fun.

From July to September, Chiangrai is one of the most inexpensive cities in the country. Recent quotes from the major first class hotels in Chiangrai have rooms at below 1,000 Baht per night, and some even offer free use of their gymnasiums, saunas, jacuzzi's and sports facilities. Both hotels and tour agencies also offer day trips to the outer areas of Chiangrai Province and into Myanmar (Burma) at reasonable rates. The cost, of course, is always a consideration, but the other is what can we do there on a weekend.

Chiangrai City might just be the perfect balance between city fun and countryside scenery. In addition to hotel facilities, Chiangrai has a wide variety of excellent dining. German, Italian, French, and of course Thai foods are available at specialty restaurants, and even a few "American-style" fast food restaurants are beginning to crop up. Add to the dining, the nightly entertainment at beer pubs, hotel lounges and a few choice clubs, and you'll find that Chiangrai has plenty for you to do on a weekend away from home.

Daytime in Chiangrai provides you with a whole range of other activities. There is the temple walk ; the various spots along the Kok River , which flows through the city; the King Mengrai Monument on the eastern edge of Chiangrai; and the City Navel Pillar on the west. For sports enthusiasts there are also the hotel gyms, tennis facilities, golfing, and bicycling. Chiangrai is the perfect setting for those who like to pedal.

The City Navel Pillar deserves some extra explanation. Chiangrai is the only city in Thailand that has resurrected the ancient ritual town center once common to all Thai towns and cities of a city pillar representing the seat of the community. The origin of this practice is cloudy, with virtually no records attesting to the significance of the pillar concept; but it is known that the ancient kingdoms in Tai Nanzhao in southern China built city pillars in the centers of their towns as long ago as the 9th century A.D. The importance of the Navel Pillar in Chiangrai might indeed be directly connected with Tai Nanzhao of that period, for it was in the same century that the forebears of Chiangrai's founder, King Mengrai, made their first settlement at Chiang Saen, northeast of Chiangrai City.

The Chiangrai Navel Pillar today is a recent reconstruction in stone of the principles associated with Buddhist mythology and cosmology. Built upon the concept of Meru, the ancient Hindu seat of heavenly wisdom, this pillar is set on a platform surrounded by the symbolic corners of the universe and the rivers that run to the Buddhist heavens. It's a magnificent representation of ancient Buddhist concepts that are still appropriate to the more cosmological nature of the Hindu-Buddhist heritage from which the Thai culture was derived. The Chiangrai City Navel Pillar is located on a hill overlooking the Kok River as it winds through Chiangrai City, and in addition to being worth a visit for the architecture and symbolism of an ancient age, it is also the perfect spot from which to view the entire city of Chiangrai and the valleys that spread out to the east beyond.

For a weekend trip, it isn't necessary to spend your entire days in the city though. Whether you have your own car or plan to use the transport services of your hotel or a local travel agent, there are plenty of destinations to choose from that are within easy distance for a Saturday or Sunday outing.

River view From Chiangrai City, you can reach any of the following frontier spots within one or two hours. Chiang Khong is due east of Chiangrai. A small fishing and farming town on the Mae Khong River border with Laos, in addition to the very quaint Southeast Asian flavor you get in this town, you'll get a clear view of the town's sister village across the river. Chiang Khong carries on a brisk trade with its counterpart in Laos. Unfortunately, non-Thais can't cross into Laos at this point, but you can go for a riverboat ride and get pretty close.

North of Chiang Khong and also on the Mae Khong is the ancient Thai town of Chiang Saen. This town was the first northern Thai capital. It was founded in the mid-9th century by a Tai king from Nanzhao in southern China and it has been of key strategic importance to all holders of northern Thai territory ever since. The ruins of Chiang Saen, as well as the National Museum, are a pleasant and interesting way to spend a morning or an afternoon.

From Chiang Saen, the famed Golden Triangle isn't too far away. Just a 20-minute drive to the north, or a short ride on a long-tailed boat that leaves from the Chiang Saen Wharf, the Golden Triangle is a beautiful site for picnics and of course you can see where the countries of Thailand, Laos and Burma meet.

A fourth option for your day trip is a drive up Highway 107 from Chiangrai to the border town of Mae Sai. It is now possible to cross into Burma at this point, and you can do so for USD$10 to pay for your Burma border pass for one day in Tachilek, the Burmese counterpart to Thailand's Mae Sai.

For those who prefer the mountains, a day trip to Doi Mae Salong is probably your best bet. This beautiful mountain village is rich in history of the early 20th century war between China and Japan. Today, you can drive to this predominantly Chinese village, from Chiangrai, in approximately 1 1/2 hours. Enjoy the pleasant mountain air, have some good Chinese food, visit some of the healthy mountain farming areas on paths that lead out of the village, and be back in Chiangrai by the time the sun goes down.

There is much more that is available in this unique city of Thailand's upper North, but for the weekend traveller we've tried to highlight here a proper combination that will make your weekend in Chiangrai a trip of fun, pleasure and good memories. See the full color Chiangrai city map for a more detailed guide to the city, and read the remaining Chiangrai articles to learn what you can expect throughout Chiangrai Province.

Thailand's Hill Tribes and .In Chiang Rai, a Restaurant and Museum is Helping Family Planning.

In the Northern Mountains of Thailand, the non-profit arm of the PDA has opened a remarkable restaurant and Museum called Cabbages and Condoms which is helping the locals

Light years away from the mass tourism areas of Bangkok, Phuket and Pattaya, lies Chiang Rai, in Northern Thailand, where the Aka, Karen and Lisu Hill Tribes eke out a spartan existence, in many cases with one foot still in the stone-age.

Now it's alcohol, before it was Opium.

Some people believe that visiting them is exploitation, citing the fondness for alcohol that has developed in some villages, but twenty years ago the dependency was on opium. Exchanging one addiction for another may not be an improvement, but I can’t help feeling that the cash cow that is tourism can only better their life.

Non-Profit Cabbages and Condoms Outfil.

To the rescue comes a remarkable outfit called Cabbages and Condoms, the non-profit arm of the Population and Community Development Association (PDA) of Thailand, an organization that encourages the villagers to make the best use of both the cabbages which grow freely in the mountains, and condoms which the PDA supplies. It also runs the most culturally sensitive and environmentally responsible treks in Chiang Rai, contributes to community development programmes and helps preserve the culture and lifestyle of the Hill tribes. It has opened restaurants and drop-in cafes in cities like Chiang Rai, Pattaya and Bangkok, where people can pick up information about the hill tribes and enjoy some local food, like roasted duck curry, steamed cottonfish with condom salad, and Thai Green Mango salad. The small Museum in the Chiang Rai outlet is a fascinating glimpse into the lifestyle of an opium addict.

On site is a handicraft shop which sells a variety of condom related memorabilia as well as village handicrafts like woven silk, carved wood figurines and embroideries, the profits from which all go back to the villages.

Support needed for Hill Tribe people

Despite their charmingly unaffected lifestyle, life is harsh for the Hill Tribe people whose life, in many cases, is one of exploitation by smooth talking men who lure them deeper into debt.

Cabbages and Condoms tries to help but it needs support. Next time you are near one of their restaurants in Bangkok, Pattaya or Chiang Rai, drop in for a meal and buy a little something. Without the tourists to purchase souvenirs from them, the life of the hill tribes would be even harsher.

· Cabbages and Condoms, Chiangrai: 620/25 Tanarai Rd, Muang District Chiangrai 57000. (053) 719167,

Chiangrai 57000. (053) 719167,